“เป็นผู้นำด้านการผลิตปูนขาวและแปรรูปแร่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ด้วยการส่งมอบคุณค่าสูงสุดให้กับผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย บริษัทประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายสินค้าหลัก คือ ปูนขาว หรือ แคลเซียมออกไซด์ (Calcium Oxide) และแคลเซียมไฮดรอกไซด์ (Calcium Hydroxide บริษัทมีโรงงานผลิต จำนวน 4 โรงงาน ตั้งอยู่ที่จังหวัดลพบุรี และสระบุรี
บริษัท สุธากัญจน์ จำกัด (มหาชน) (“บริษัท”) จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2546 โดยมีทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 1 ล้านบาท และในปี 2548 กิจการเพิ่มทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้วเป็น 90 ล้านบาท และเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2557 กิจการได้เข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดทรัพย์แห่งประเทศไทย (“ตลท.”) โดยปัจจุบันมีทุนจดทะเบียน 375 ล้านบาทและทุนชำระแล้ว จำนวน 362.39 ล้านบาท
จากการบริหารจัดการด้านงบประมาณรายจ่ายในส่วนบริษัทย่อยได้แก่ บริษัท โกล้เด้นไลม์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด_GLE ซึ่งปัจจุบันโครงสร้างงานส่วนใหญ่เป็นโครงการในส่วนของบริษัท และบริษัทย่อย เพื่อเป็นบริหารรายรับและรายจ่ายตามแผนจัดการความเสี่ยงและการบริหารจัดการงบประมาณให้ได้ประสิทธิภาพ ได้มีการปรับโครงสร้างสายงานของบริษัทโดยมีการเพิ่มหน่วยงานวิศวกรและโครงการ และย้ายบุคคลากรในตำแหน่งวิศวกรและบุคลากรที่เกี่ยวข้องจาก GLE เพื่อรับผิดชอบดูแลส่วนงานวิศวกรและโครงการของบริษัท โดยสายงานที่ตั้งขึ้นใหม่จะรายงานตรงต่อรองกรรมการผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติ โดยสายงานดังกล่าวจะรับผิดชอบงานด้านโครงการลงทุน งานด้านการปรับปรุงกระบวนการ และวิศวกรรมต่าง ๆ ของโครงการลงทุนที่สำคัญโดยมีผลตั้งแต่ 1 กันยายน 2567
เดิมสายงานทรัพยากรบุคคลมีสายบังคับบัญชาในการรายงานตรงต่อรองกรรมการผู้จัดการภายหลังการสรรหาบุคลากรรองรับแผนสืบทอดตำแหน่งที่สำคัญเพื่อดูแลการพัฒนาและแผนงานด้านทรัพยากรและจากการสรรหาบุคลากรใหม่ที่เข้าดำรงตำแหน่งผู้บริหารอาวุโสฝ่ายงานทรัพยากรบุคคล ได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างการรายงานตรงต่อกรรมการผู้จัดการ และผู้จัดการอาวุโสฝ่ายงานทรัพยากรบุคคลซึ่งจะเกษียรอายุในปี 2568 ให้รายงานตรงต่อผู้บริหารอาวุโสฝ่ายทรัพยากรบุคคล โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567
เดิมผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายบัญชีและการเงิน เป็นผู้รับผิดชอบสูงสุดสายงานบัญชีและการเงินได้ปรับเปลี่ยนจากการรายงานตรงต่อกรรมการผู้จัดการโดยขึ้นตรงต่อผู้บริหารอาวุโส ฝ่ายบัญชีและการเงินซึ่งปรับเลื่อนจากผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์และควบคุมการเงิน มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 สำหรับแผนรองรับการปรับเปลี่ยนตามแผนการสืบทอดตำแหน่งงานที่สำคัญที่ได้มีการเตรียมความพร้อมจากแผนการเกษียรของบุคลากร
มุ่งสร้างความหลากหลายและความมั่นคงทางวัตถุดิบ ผลักดันยอดขาย และสร้างกำไรจากการดำเนินงาน เพื่อยกระดับกำไรสุทธิ
มุ่งเป็นผู้นำด้านการผลิตและจำหน่ายปูนขาว แคลเซียมคาร์บอเนตผง และผลิตภัณฑ์จากหินอ่อน ด้วยการส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการอย่างมีความรับผิดชอบ

พัฒนากระบวนการและผลิตภัณฑ์ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสร้างโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่พัฒนากระบวนการและผลิตภัณฑ์ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสร้างโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่
(A) ช่วงโซนทำความร้อนปูนก่อนกระบวนการเผา (Preheating Zone)
(B) ช่วงโซนการเผาไหม้ (Burning Zone)
(C) ช่วงโซนการทำความเย็นเพื่อระบายร้อนของปูนขาวที่เผาสุกก่อนออกจากเตา (Cooling Zone)
โดยเทคโนโลยี PFR เป็นการใช้หลักการในการใช้หมุนเวียนนำความร้อนส่วนเกินที่เหลือได้จากก๊าซส่วนที่ไม่ได้ถูกนำไปใช้ในการเผาไหม้ (Waste Gas) จากปล่องที่กำลังเผาไหม้ หมุนวนกลับไปใช้ยังปล่องที่เตรียมการเผาใน Preheating Zone โดยนำพลังงานส่วนเกินและการใช้พลังงานความร้อนให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการพัฒนาด้านวิศวกรรมการออกแบบดังกล่าวสอดคล้องตามเป้าหมายและกลยุทธ์ด้านการนำเทคโนโลยีมาพัฒนาต่อยอดสร้างเป็นนวัตกรรมการผลิตภัณฑ์เพื่อสังคม ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ส่งเสริมต่อการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และ EOD Lime จากสัญญา Purchase Agreement Kiln ตามโครงการ Kurnia 2 โดยบริษัท โกลเด้น ไลม์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (บริษัทย่อย) ได้จัดส่งเครื่องจักรและอุปกรณ์ตามสัญญาครบถ้วน และลูกค้าได้ทำการติดตั้งใกล้จะเสร็จสมบูรณ์ หลังจากมีการหยุดชลอโครงการนานกว่า 2 ปี ซึ่งผลความคืบหน้าในการตรวจสอบกระบวนการโครงการ Kurnia 2 ทำการติดตั้งเครื่องจักรและอุปกรณ์ โดยมีความคืบหน้า 90% และคงค้างส่วนงานที่รอกระบวนการ Commissioning อีก 10% ซึ่ง โครงการ Kurnia 2 เป็นการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเตาเผาปูนขาวของไทยและเป็นแบรนด์ EOD Lime Kiln ลำดับที่ 4 สำหรับกำหนดที่คาดว่าโครงการจะเสร็จสมบูรณ์สามาถเดินเครื่องจักรเพื่อการผลิตภายในไตรมาส 2 ปี 2568

ส่งเสริมและพัฒนาประสิทธิภาพทั้งกระบวนการผลิตของบริษัทและของลูกค้า เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าด้วยการผลิตสินค้าที่ตรงต่อความต้องการของแต่ละอุตสาหกรรม และให้คำแนะนำการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมในราคาที่แข่งขันได้
ในปี 2567 มีการพัฒนาด้านกระบวนการผลิตสินค้าไฮเดรตเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า โดยการลงทุนโครงการ Replace hydrated lime Classifier มูลค่า รวม 5.5 ล้านบาท เพื่อพัฒนากระบวนการในการผลิตสินค้าไฮเดรต ให้มีคุณสมบัติด้านขนาดและความละเอียดตามที่ลูกค้าต้องการ โดยพิจารณาความสำคัญและความจำเป็นในการลงทุนในการตอบสนองต่อเป้าหมายและกลยุทธ์การมุ่งเน้นลูกค้า สำหรับโครงการลงทุนในเครื่องจักรหลักตามโครงการจะมีการติดตั้งเครื่อง Classifier สำหรับปรับขนาดของปูนไฮเดรตให้มีความละเอียดมากขึ้น โครงการใช้ระยะเวลาดำเนินการ 120 วัน ดำเนินการโดยฝ่ายงานวิศวกรและโครงการ หรือส่วนวิศวกรรมของ GLE ซึ่งแล้วเสร็จภายในปี 2567

โดยระหว่างปี 2567 มีการพัฒนากระบวนการในการผลิตปูนขาวสำหรับกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมอิฐมวลเบา โดยการลงทุนในการปรับแต่งกระบวนการผลิตสำหรับการผลิตปูนเกรดจัดส่งในอุตสาหกรรมอิฐมวลเบา โดยมีมูลค่าการลงทุนโดยประมาณ 5.5 ล้านบาท สำหรับโครงการลงทุนนี้ SUTHA ได้พัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในการปรับปรุงคุณภาพปูนเกรด Mill Lime AAC ให้ได้คุณสมบัติตรงกับความต้องการของลูกค้ากลุ่มผลิตอิฐมวลเบา เพื่อให้สินค้าปูนขาวสำหรับใช้ในการผลิตในอุตสาหกรรมอิฐมวลเบาตอบสนองต่อความต้องการมากขึ้น โดยระยะเวลาดำเนินการตามโครงการ จำนวน 90 วัน โดยมีการติดตามควบคุมดำเนินการทั้งด้านการออกแบบ จัดหาเครื่องจักร และการติดตั้งเครื่องจักรโดยทีมวิศวกร และโครงการ หรือส่วนวิศวกรรมของ GLE

รักษาการเติบโตทางธุรกิจให้มีความสามารถในการทำกำไรได้ในระยะยาว เพื่อสร้างผลตอบแทนต่อผู้มีส่วนได้เสีย
ในปี 2567 เป้าหมายการเติบและสร้างผลกำไรระยะยาวยังไม่เห็นผลแสดงแนวโน้มการเติบโตเชิงเศรษฐกิจ จากตัวชี้วัดด้านการเงินเนื่องด้วยการแข่งขันในธุรกิจที่มีค่อนข้างสูง รวมถึงสภาวะอันเกิดจากปัจจัยการเปลี่ยนแปลงความต้องการจากกลุ่มลูกค้าและการแข่งขันด้านราคาคงส่งผลให้การบรรลุสู่เป้าหมายการเพิ่มขึ้นของฐานรายรับยังไม่เป็นไปตามที่ได้คาดการณ์ อย่างไรก็ตามด้วยปัจจัยและผลกระทบต่าง ๆ รวมถึงการบริหารจัดการความเสี่ยงและการพัฒนาในด้านต่าง ๆ บริษัทยังคงความสามารถเพื่อการปรับตัวและบรรเทาผลกระทบ เผชิญความท้าทาย และคงความสามารถในการแข่งขัน การรักษาฐานทางการตลาด ฐานรายรับที่มั่นคง รวมถึงความสามารถในการทำกำไรที่มีแนวโน้มการปรับตัวดีขึ้น จากการบริหารจัดการต้นทุน และการจัดหาแหล่งเชื้อเพลิงและบริหารจัดการเชื้อเพลิงที่ได้ประสิทธิภาพ
ด้านการพัฒนากระบวนการและมาตรฐานดำเนินการตามกรอบความยั่งยืน จากเป้าหมายในการพัฒนาระบบและกระบวนการดำเนินธุรกิจเพื่อให้สอดรับการพัฒนาด้านความยั่งยืนโดยมีมาตรฐานและกระบวนการที่ได้มาตรฐานและเป็นที่ยอมรับจากผู้มีส่วนได้เสียผ่านตัวชี้วัดในการเข้าร่วมประเมินผลและจัดลำดับด้านความยั่งยืน “ESG Rating” ซึ่งผลประเมินในปี 2567 ปรับระดับเป็น “AA” ซึ่งพัฒนาจากระดับ “A” ในปีก่อน

สร้างและบูรณาการการกำกับดูแลกิจการที่ดีในทุกบริษัทภายใต้การบริหารจัดการ โดยมีระบบและกระบวนการควบคุมภายในที่แข็งแกร่ง และการบริหารความเสี่ยงที่สามารถรับมือกับวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อมุ่งสู่การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน
ด้วยผลประเมินผ่านโครงการ CGR Score ปี 2567 มีคะแนนและผลประเมินในระดับสูงสุดต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ผ่านตัวชี้วัด การประเมินผลด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดี ภายใต้เจตนารมย์และความมุ่งมั่นเพื่อพัฒนาและการปรับปรุงทุกจุดดำเนินการโดยมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อบรรลุตามเจตนารมย์การกำกับดูแลกิจการที่ดี มีการบริหารจัดการอย่างโปร่งใสภายใต้การผู้นำ จริยาธรรมทางธุรกิจ และบรรษัทภิบาล



